top of page

บทเรียนและแนวคิดในการสร้าง Innovation ในองค์กร



รูปนี้ผมถ่ายเองช่วง COVID-19 ไม้จิ้มฟันเสียบโฟมวางไว้ข้างแผงปุ่มลิฟต์ เพื่อให้คนกดปุ่มโดยไม่ต้องใช้นิ้วสัมผัสโดยตรง

ตอนนั้นผมเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า  

คนคิดนี่(โคตร)จีเนียส

ต้นทุนแทบไม่มี ทำได้ทันที และแก้ปัญหาได้ตรงจุด  


คำถามคือ นี่เรียกว่า “Innovation” ไหม?

 

ถ้าใช้นิยามกว้าง ๆ ของ Innovation....ผมว่าใช่


เพราะ Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีล้ำโลกเสมอไป

 

แค่ต้องแก้ Pain ได้จริง (Practical) และมาในเวลาที่ใช่ (Timeliness)

 

แต่วันนี้ นวัตกรรมไม้จิ้มฟันนี้หายไปหมดแล้ว

ไม่ใช่เพราะมันใช้ไม่ได้ แต่เพราะโควิดผ่านไปแล้ว

ความกลัวหายไป ความจำเป็นก็หายไปด้วย

 

และนี่คือบทเรียนเรื่อง Innovation จากไม้จิ้มฟันของผม

 

ถ้า Innovation เกิดจาก Pain ชั่วคราว มันก็ไม่อยู่นาน

 

ยิ่งโลกปัจจุบันมันไปเร็วกว่าที่คิดมาก  

เพจเจอร์ Talking Dictionary

คือตัวอย่างที่เรายังน่าจะทันเห็นแต่ไม่ทันสังเกต

BlackBerry เข้ามาแทนที่เพจเจอร์ และคิดว่าเป็นความสำเร็จที่อมตะ

iPhone ส่งสัญญานเตือนว่าคนไม่ใช้แป้นพิมพ์แล้วนะ

แต่ BlackBerry เชื่อใน Innovation ของตัวเองมากไป

จึงไม่ยอมเปลี่ยน จน RIM (บริษัทผู้ผลิต) กลายเป็น RiP


ทำไม Innovation ในองค์กรถึงเกิดยาก

Philip Kotler เขียนไว้ในหนังสือ Reimagining Operational Excellence ว่าองค์กรใหญ่ ๆ มักถูกออกแบบมาเพื่อ Efficiency-Productivity ซึ่งเน้น Professionalism ไม่ใช่เพื่อ Creativity-Innovation และการคิดแบบ Entrepreneurship



พูดง่าย ๆ คือ

ระบบในองค์กรถูกสร้างมาเพื่อให้คน ทำงานซ้ำ ๆ ได้ดี

ไม่ใช่เพื่อให้คน อยากจะคิดสิ่งใหม่ ๆ

 

ผมเคยคุยกับคุณปิติ (บุญรอด) เขาบอกว่า

ชำนาญการ  กับ เชี่ยวชาญ ไม่เหมือนกัน

ชำนาญการ ที่ฝังแน่นเกินไป ก็กลายเป็น อาณาจักรที่เปลี่ยนยาก

 

และนั่นคือ Paradox ขององค์กรยุคนี้

% ทั่วโลกเชื่อว่า Innovation สำคัญต่อการเติบโต

 

แต่มีเพียงประมาณ


6% เท่านั้นที่คิดว่าองค์กรสามารถสร้าง Innovation ได้ในระดับที่น่าพอใจ

Innovation ในองค์กรจริง ๆ มีหลายระดับ

หลายคนพอได้ยินคำว่า Innovation จะนึกถึง AI หรือ Startup

แต่ในโลกองค์กรจริง ๆ Innovation มีหลายระดับ


เรียงจากสิ่งที่เราทำเป็นประจำ

ไปจนถึงระดับที่พลิกโลก หรือเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรม

 

  • Incremental Innovation คือการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น

  • Adjacent Innovation คือการนำ Distinctive Capability เดิมไปใช้กับตลาดใหม่

  • Architectural Innovation คือการเปลี่ยนวิธีที่ Components ต่าง ๆ ขององค์กรทำงานร่วมกัน

  • Disruptive Innovation คือการสร้าง Business Model ใหม่

 

สำหรับองค์กรส่วนใหญ่ 

หากทำ Incremental และ Adjacent ให้ดี

ก็สร้าง Impact ได้มหาศาลแล้ว

 

บริษัทอย่าง Toyota ใช้แนวคิด Continuous Improvement ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Kaizen ทำให้เป็นแนวปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร จนกลายเป็น Way of Working และฝังตัวเป็น DNA ที่สร้าง Impact จนกลายเป็นตำนาน



Customized Innovation program สำหรับลูกค้า

ไม่นานมานี้ ลูกค้าของผมซึ่งเป็นสถาบันการเงิน

มาคุยกับผมว่าอยากให้ช่วยทำ

Innovation Bootcamp สำหรับ High Potential

ซึ่งจริง ๆ ผมก็ทำ Program แบบนี้มาหลายครั้ง

 

ทุกครั้งบรรยากาศในวันที่มีกิจกรรมจะคล้ายกัน

คือ คนร่วมกระตือรือร้น ตื่นเต้น

Brainstorm กันเต็มที่ Pitch Idea กันสนุกมาก 

 

แต่ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า อย่าหยุดแค่ Bootcamp หรือ Hackathon

 

เพราะถ้าไอเดียที่เกิดในห้องไม่ถูกพาต่อหลังจากกลับไปทำงาน

Innovation ก็ไม่มีทาง fly


ประสบการณ์ตรงที่ผมเคยเจอ

กรณีแรก CEO บริษัทหนึ่งมี Startup Mindset เยอะมาก

พี่เขา adapt ทุกอย่างที่ Trendy ไม่ว่าจะเป็น

Agile, OKR,  Network of Team, Platform ฯลฯ

 

หนึ่งในกิจกรรมที่คนชอบคือ

ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน 

CEO และ Executive จะออกมานั่งใน Open Space

พนักงานสามารถเดินมานำเสนอไอเดียได้โดยไม่ต้องนัด

นึกภาพเวลาเราไปพบหมอดูในบูทงานกาชาด

 

ช่วงแรก พนักงาน ตื่นตัว และตื่นเต้นกันมาก

นี่มัน Silicon Valley ชัด ๆ

แต่ไม่กี่เดือนต่อมามันกลายเป็น Ritual

คนยังมาตามนัด แต่เอนเนอจี้และแพสชันหายไป

เหมือนมาเพราะ KPI ระบุว่าต้องร่วม 100%

เน้นเข้าร่วม ไม่เน้นเข้ารอบ

 

ที่พนักงานเริ่มรู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นไม่มีความรู้สึกอยากทำ

เพราะคุยและนำเสนอไปแล้วไม่มีกระบวนการชัดเจนว่า

ไอเดียจะไปยังไงต่อ อะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Innovation Inflated ทั่วทั้งองค์กร

 

อีกเรื่อง เป็นสิ่งที่พี่ ๆ ใน Corporate น่าจะเคยหรือยังทำกันอยู่

 

บริษัทจัดหลักสูตร Leadership Development 

เป็น Residential Program ออกแบบอย่างดี

ใช้งบมหาศาล มี Business School ระดับโลกมาจัดให้

 

เป็นสองสัปดาห์ที่คนเรียนสนุกมาก 

คนเรียนมีความรู้สึกว่าฉันฉลาดกว่าใคร

ช่วงท้ายต้องทำ Action Learning Project ตามสูตร 70-20-10

และ Pitch ต่อผู้บริหาร

 

ฟังคุ้น ๆ ใช่ไหมครับ

 

แต่นึกภาพดูนะครับ

ทีมที่เสนอ Project เรื่อง Customer Experience

ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศจาก Professor ที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร

 

ไม่มีคนจาก Commercial Team เลย

 

พอกลับมาออฟฟิศ

โปรเจคนั้น ไม่มี Owner ไม่มี Resource ไม่มีคนรับต่อ

Award Winning Project ก็หายไป 

รุ่นต่อ ๆ มาทุกคนรู้แล้วว่า

Project เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Program ไม่ใช่ Innovation จริง

 

จึงทำส่ง ๆ ให้จบไปและสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Project Fatigue

ทำเพื่อให้ได้ Certificate ของหลักสูตร และไม่มี Impact

บทเรียนสำคัญ 

Innovation ในองค์กร ไม่ได้เกิดจาก

Innovation Day - Hackathon - Bootcamp เพียงอย่างเดียว

 

สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า 

แต่เป็นเพียง Spark ไม่ใช่ Engine

 

ถ้าอยากให้ Innovation เกิดจริง

องค์กรต้องสร้าง (Eco)System

 

จากประสบการณ์ของผม

Innovation System ที่ทำงานได้

มักมีองค์ประกอบประมาณนี้


 

1.     Create Appetite คือการทำให้คนอยากสร้างสิ่งใหม่

2.     Create Arena คือการมีเวทีให้เสนอไอเดีย

3.     Create Workflow คือการพาไอเดียจาก Concept ไปสู่ MVP หรือ Prototype

4.     Create Common Language คือการที่คนทั้งองค์กรเข้าใจว่าไอเดียแบบไหน “ดี” อันไหนไม่เวิร์ค และแม้ไม่เวิร์ค ก็จะได้ Lesson Learn แต่ไม่ควร Repeat อีก

5.     Create Resource Pipeline & Gate Check คือการที่ไอเดียที่ดีมีทรัพยากรไปต่อ มี Gate Check เพิ่มทรัพยากรหรือตัดให้เร็ว

6.     Create Scale, Recognition & Sustain คือการรู้ว่าอะไรจะมา เพื่อ Scale ถูกจังหวะ ยกย่องและเล่าเรื่องความสำเร็จ ให้ขยายวงและยั่งยืน


 

กลับมาที่ไม้จิ้มฟัน

 

ไม้จิ้มฟันในลิฟต์วันนั้น

ใช้งานได้จริง ราคาถูก ทำได้ทันที

แต่มันไม่มีระบบ การต่อยอดและการเรียนจากบทเรียนที่ไม่เวิร์ค

พอ Pain หาย ทุกอย่างก็จบ

 

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

Innovation ที่เกิดเพราะวิกฤต

กับ Innovation ที่เกิดเพราะระบบ

 

Innovation Day – Hackathon - Bootcamp

ทั้งหมดนี้มีคุณค่า

 

แต่ถ้ามันจบแค่วันนั้น

มันก็เป็นแค่ Event ไม่ใช่ Engine

วันนี้ องค์กรพี่ ๆ กำลังสร้าง Innovation Event หรือกำลังสร้าง Innovation Engine กันอยู่ ?

 

 

 
 
 

Comments


bottom of page